เวนิสน้ำท่วมหนักมากที่สุดในรอบ 50 ปี

เราทุกคนวันนี้รู้ดีกันว่าโลกของเรากำลังประสบปัญหาเกี่ยวสภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลเป็นอย่างมากต่อประเทศต่างๆที่มีประเทศชายฝั่งติดกับทะเล เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกของเรากำลังละลายลงทุกปี จนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลก

กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่คนทั้งโลกควรตระหนักถึงปัญหานี้ได้แล้ว

ก่อนที่จะสายเกินแก้ หลายปีที่ผ่านมานี้ธรรมชาติได้ส่งสัญญาณเตือนเราบ่อยมาก ทั้งน้ำท่วม พายุ สึนามิ และแผ่นดินไหว แต่ที่เป็นปัญหามาโดยตลอดและมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นมากเรื่อยๆ อย่างปัญหาน้ำท่วมนั้น ได้กลายเป็นปัญหาที่เราไม่มีทางแก้ได้

เนื่องจากระดับน้ะทะเลที่สูงมากขึ้นนั้นส่งผลให้น้ำที่ไหลตามแม่น้ำสมควรที่จะไหลลงทะเลแต่ว่าน้ำเหล้านั้นกับไม่สามารถไหลลงไปสู่ทะเลได้เนื่องจากมีน้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้น และแผ่นดินเกิดทรุดตัวและลดระดับต่ำลงกว่าน้ำทะเล จึงส่งผลให้เมืองต่างๆที่ติดกับชายฝั่งนั้นกลายเป็นเมืองบาดาล ยกตัวอย่างเวนิส เป็นต้น

เวนิสนั้นถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญกับประเทศกับประเทศ อิตาลีเป็นอย่างมาก

เมื่อเรานึกถึงอิตาลี เราก็จะึกถึงเวนิส เพราะว่าทัศนียภาพที่งดงามของบ้านเมืองนั้นมีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์อย่างยิ่งในแบบฝั่งตะวันตก ซึ่งปัจจุบันศิลปะและสถาปัตยกรรมบางชนิดไม่สามมรถหาชมได้ที่ไหนอีกแล้ว แต่ที่เป็นจุดสำคัญของเมืองนั้นก็คือ การร่องเรือ ไปตามลำคลองรอบเมืองเวนิส

เพื่อชื่นชมความงามของบ้านเมืองที่ไม่สามรถหาดูได้ทั่วไป และนี่เองก็เป็นอีกนึงสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเมือง เนื่องจากเวนิสเป็นเมืองที่มีลำคลองรายล้อมเมืองทำให้ทั้งเมืองนั้นต้องตกอยู่ในสภาวะน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเวลาที่น้ำทะเลเกิดหนุนสูงขึ้น

และล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว เวนิสเกิดปัญหาน้ำท่วมหนักถึง 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์ ถือเป็นน้ำท่วมที่มีความหนักมากที่สุดในรอบหลาย 10 ปี จนสถานที่สำคัญๆทางประวัติศาสตร์ ได้ประกาศสั่งปิดห้ามไม่เข้าไปเยี่ยมชม เพราะน้ำได้ทะลักเข้าไปสู่สถานที่ต่างๆ

จนทำให้ทางอิตาลีต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน

เนื่องจากไม่สามารถรับมือกับน้ำที่ท่วมขังอย่างมหาศาสลนี้ได้ และประเมิณมูลค่าความเสียหาย เป็นหลัก 1,000 ล้านยูโร และทางนายกเทศมนตรีได้ออกมาเรียกร้องให้ทั่วโลกนั้นตระหนักถึงอันตรายของภาวะโลกร้อนได้แล้ว.

เนื่องจากได้ส่งผลกระทบต่อเมืองที่เป็นศูนย์รวมทางวัฒนธรรมของชาวตะวันตกเอาไว้ อีกทั้งเมืองนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย ดังนั้น การที่เกิดถาวะโลกร้อน และน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ก็มาจากฝีมือมนุษย์ด้วยกันทั้งโลก

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราทุกคนบนโลกใบนี้ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น และในที่สุดก็ได้รับความช่วยจากคนทั่วโลกที่ระดมผ่านทวิตเตอร์ส่งมอบมาช่วยเหลือน้ำท่วมในครั้งนี้จนทำให้ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว

โดยที่นายกเทศมนตรีได้กล่าวเอาไว้ว่าที่แห่งนี้ เป็นความภาคภูมิใจของอิตาลี และมรดกโลกของทุกคน ผมขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยให้ที่แห่งนี้ส่องสว่างขึ้นอีกครั้งและนี่ก็เป็นคำกล่าวขอบคุณของท่านนายกเทศมนตรีของเมืองเวนิส

ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่ว่าก็ยังคงเฝ้าระวังอยู่ตลอด เนื่องจากจ้ำสามารถที่จะท่วมเมืองเวนิสได้ตลอดเวลา และนี่ก็เป็นสัญญาณเตือนอีกหนึ่งอย่างที่โลกของเราได้เริ่มบอกให้เราทุกคนควรเริ่มที่จะหันมารักษาสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ก่อนที่จะเกิดเหตุภัยต่างที่จะมาทำลายทั้งสิ่งต่างที่มีความสำคัญต่อโลก และทำลายเราทุกคนนั้นเอง เป็นเพียงเพราะไม่ช่วยเหลือและดูแลโลกนี้ให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม

แฟชั่นมาแรงในปี 2020

ในปีที่แล้วมีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้น เช่น ความนิยมในการใส่เสื้อผ้า การแต่งหน้า การทำผม หรือแม้แต่เทรนด์การกินอาหาร ซึ่งความนิยมต่างๆเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกๆปี

สำหรับปีนี้ก็เช่นกัน เรามาดูกันว่าแฟชั่นมาใหม่ของปีนี้จะมีแนวไหนกันบ้างเรามาดูกันค่ะ

  1. ตอนนี้แฟชั่นที่นิยมกันจะออกแนวย้อนยุค เป็นการนำแฟชั่นที่เคยเป็นที่นิยมในสมัยก่อนเอากลับมาใส่กันใหม่อีกครั้ง นั่นคือแฟชั่นสีสันนีออน  ซึ่งหมายถึงการใส่เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายรวมถึงกระเป๋า รองเท้าให้มีสีสันสดใส สะท้อนแสง สะดุดตา ซึ่งแฟชั่นแนวนี้เป็นของยุค 80  
  2. อุปกรณ์เทคโนโลยีเก่าๆ แนวย้อนยุค กำลังจะกลับมา เช่นพวกแผ่นเสียง หรือพวกกล้องถ่ายรูปที่ใช้เป็นฟิล์ม  เกมกดแบบเก่าอย่างพวกเกมมาริโอ้ เกมคอนท่าจะกลับมานิยมกันอีกครั้ง
  3. การปลูกต้นไม้ ตอนนี้กระแสการรักธรรมชาติกำลังมาแรง เพราะช่วงนี้หลายฝ่ายต่างร่วมแรงรวมใจกันในการลดมลพิษทางอากาศดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีการรณรงค์เรื่องการเผาขยะ  การงดใช้ถุงพลาสติก และรวมถึงการปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อเป็นการเพิ่มความร่มรื่นลดปัญหาความร้อนได้ดี
  4. การอาบน้ำนม ซึ่งเทรนด์นี้เดี๋ยวก็ฮิต เดี๋ยวก็เลิก แต่ในปีนี้คาดว่าจะกลับมาฮิตอีกแน่นอน โดยสมัยก่อนคนที่อาบน้ำนมผิวจะเนียน นุ่ม สวย ดังนั้นสาวๆที่รักสวยรักงามจึงสรรหาวิธีการที่ทำให้ผิวสวยงาม กระจ่างใส โดยที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมี เพื่อความปลอดภัย
  5. และกระแสที่ยังคงต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว คือกระแสการกินอาหารพวก ออร์แกนิก เพราะตอนนี้การใส่ใจต่อสุขภาพของตัวเองเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  ซึ่งตอนนี้มีหลายบริษัทที่เน้นผลิต ผลิตภัณฑ์ที่สามารถได้สารอาหารครบถ้วนโดยที่เราไม่จำเป็นต้องทานเนื้อสัตว์ ซึ่งนอกจากจะได้บุญแล้วสุขภาพก็ยังดีอีกด้วย
  6. เทรนด์ D.I.Y.  เทรนด์นี้ก็ได้รับความนิยมมาสักพักแล้ว เป็นการทำชิ้นงานขึ้นมาด้วยตนเอง เหมือนเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ดีกว่าการไปเที่ยว ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างสมาธิให้ดีขึ้นแล้ว ยังได้ของสวยๆงามๆที่ทำขึ้นมาเองอีกด้วยถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง
  7. Craft Coffee  เป็นการค้นคว้าหาความต้องการและรสนิยมทางด้านกาแฟด้วยตนเอง ซึ่งเทรนด์การเรียนรู้วิธีชงกาแฟเพื่อให้ถูกปากของตัวเองกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เพื่อจะได้มีรสชาติของกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
  8. การดูดวง เทรนด์นี้มีมาช้านาน เพราะการดูดวงจะช่วยเป็นที่พึงทางจิตใจของคนที่กำลังเครียด คิดมาก หรือคิดไม่ตกกับชีวิตดังนั้นกลุ่มคนกลุ่มนี้จึงมักจะต้องพึงพาหมอดู

ข่าวเด็กชายวัย2ขวบเอาปืนแม่มาแล้วเผลอยิงตัวเองเสียชีวิต

มีรายงานข่าวต่างประเทศ แจ้งเข้ามาว่าคุณแม่ชาวอเมริกันวัย 33 ปี ถูกตัดสินให้ติดคุก 24 ปีข้อหาละเลยลูกน้อยวัย 2 ขวบทำให้เกิดอุบัติเหตุกับลูกส่งผลให้หนูน้อยเสียชีวิต

          ตามรายงานข่าวแจ้งว่าเมื่อประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 เมลิสสา มิเชล อดัมสัน ได้ปล่อยให้ลูกชายวัยเพียง 2 ขวบนั่งเล่นอยู่ในบ้านคนเดียว ในขณะที่ตัวของ  เมลิสสา มิเชล อดัมสัน เองนั้นเดินออกไปหน้าบ้านเพื่อไปเรียกน้องสาวให้มาหา

แต่ขณะที่เธอยังอยู่ข้างนอกบ้านเธอก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นภายในบ้าน เมื่อเธอวิ่งเข้ามาถึงในบ้านก็พบกับลูกชายของเธอถูกกระสุนปืนยิงเข้าไปในปาก โดยปืนที่เด็กน้อยนำมาเล่นนั้น เมลิสสา มิเชล อดัมสัน บอกว่าเป็นปืนของเธอเอง

โดยเธอมีการเก็บไว้เอาในลิ้นชักภายในบ้าน และมีการบรรจุลูกกระสุน ทิ้งเอาไว้  ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอมักจะถูกพวกพ่อค้ายาเสพติดมาก่อกวนเธอเป็นประจำโดยก่อนหน้านี้เธอเคยติดยาเสพติด แต่ตอนนี้ได้รับการบำบัดจนหายดีแล้ว แต่เหล่าพวกพ่อค้ายาก็ยังไม่เลิกวุ่นวายกับเธอ

ดังนั้นเธอจึงต้องพกปืนไว้ป้องกันตัว สำหรับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น เมลิสสา มิเชล อดัมสัน เชื่อว่าเพราะลูกชายของเธอเข้าใจผิดคิดว่าปืนของเธอเป็นปืนฉีดน้ำ เนื่องจากลูกชายของเธอชอบเล่นปืนฉีดน้ำมาก ซึ่งเขาจะมีปืนฉีดน้ำอยู่สองกระบอก

โดยเขาอาจเข้าผิดว่าปืนของแม่ก็เป็นปืนฉีดน้ำจึงเอามาเล่น เพราะปืนของ เมลิสสา มิเชล อดัมสัน มีสีชมพู และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนและตรวจสอบที่เกิดเหตุก็พบสารเสพติดแอบซ่อนเอาไว้ด้วย

โดยธรรมชาติของเด็กจะชอบรื้อค้นทุกอย่างไปทั่ว

เราในฐานะที่เป็นผู้ปกครองจึงไม่ควรปล่อยเด็กให้เล่นตามลำพัง ถึงแม้ว่าเขาจะนั่งเล่นในบริเวณบ้านของตัวเองก็ตาม เพราะหากแม้ว่าในบ้านจะไม่มีปืนแต่ก็มีของอันตรายอย่างอื่นที่เราควรระมัดระวังให้กับเขา เช่น เขาอาจจะไปปีนป่ายตู้หรือโต๊ะ

ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ถ้าตู้หรือโต๊ะเกิดล้มทับขึ้นมา หรือเขาอาจจะไปหยิบมีดมาเล่น เพราะถึงแม้เราจะเก็บมีดไว้บนโต๊ะหรือในลิ้นชัก เขาก็อาจปีนไปหยิบหรือเปิดลิ้นชักหยิบเอามาเล่นได้ ซึ่งก็อาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เหมือนกัน

อย่างที่คนไทยบางคนเผลอปล่อยลูกไว้แป๊ปเดียว เด็กก็เดินออกมานอกบ้านเกือบโดนรถชนก็มี ดังนั้นเด็กในวัยนี้ยังต้องการดูแลเอาใจใส่ อย่าเพิ่มปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวลำพัง เพราะหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นแล้วเราเองที่จะต้องมานั่งเสียใจ

ข่าวคนไข้ลูกเทพแย้งหมอ ไม่ได้จะแทงแค่หยิบมาดูเฉยๆ

         จากกรณีที่มีข่าวคนไข้ที่บอกว่าตัวเองเป็นลูกเทพแล้วมาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแต่รอช้า จึงก่อเหตุจะเอากรรไกรแทงคอหมอนั้น

ทางผู้สื่อข่าวได้ไปขอสัมภาษณ์ทั้งลูกเทพเองและคุณแม่ของลูกเทพโดยทางแม่ของลูกเทพบอกว่า ลูกสาวของตนเองนั้นมีอาการทางประสาทซึ่งได้รับการรักษาอาการทางจิตอยู่พร้อมกับรักษาอาการโรคซึมเศร้า

ซึ้งทั้งสองอาการนี้ลูกสาวเป็นมาสักพักแล้ว และนอกจากต้องรักษาโรคซึมเศร้ากับอาการทางจิตแล้วลูกสาวยังเป็นภูมิแพ้ชนิดเฉียบพลัน จึงต้องมารักษาตัวที่โรงพยาบาล  ซึ่งปัจจุบันลูกสาวไม่ได้กินยารักษาอาการโรคจิตและโรคซึมเศร้าแต่รักษาอาการภูมิแพ้อย่างเดียวเท่านั้นที่ผ่านมาลูกสาวไม่เคยมีอาการแบบนี้มาก่อนเพิ่มจะมามีอาการในครั้งเทานั้น และหลังจากเกิดเหตุการณ์แล้ว ลูกสาวก็ยังไม่มีอาการใดๆอีกเลย เปลี่ยนมารักษาโรงพยาบาลอื่นก็ไม่มีอาการใดๆ

           ในขณะผู้ป่วยที่บอกว่าตนเองเป็นลูกเทพก็บอกกับนักข่าวว่า ไม่ได้จะเอากรรไกรไปแทงหมอ โดยบอกว่าตัวเองมารักษาเรื่องภูมิแพ้ตั้งแต่กลางคืนรอจนเช้าก็ยังไม่มีหมอมาตรวจ จนมีหมอคนดังกล่าวผ่านมาตนจึงเดินไปหาหมอเพื่อให้หมอมาตรวจตนสักทีแต่หมอบอกให้รอก่อน และตอนนั้นตนก็เห็นรถเข็นของโรงพยาบาลจอดอยู่มีกรรไกรอยู่ด้านบน ตนแค่เพียงหยิบมาดูเฉยๆ และระหว่างนั้นก็บอกหมอว่า ถ้ารักษาช้า เรามาตายพร้อมกันดีไหม ซึ่งตนแค่พูดเล่นเท่านั้น แต่หมอกลับโวยวายขึ้นมาเอง คนไข้ยืนยันว่าไม่ได้คิดจะแทงหมอ และเรื่องก็ผ่านไปแล้วตนเองไม่มีอะไรที่จะต้องคุยกับหมอ

          ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อหาสาเหตุว่าขณะที่เกิดเหตุผู้ป่วยมีสภาพจิตใจอย่างไรบ้าง

         จากคำให้การของผู้ป่วย หากพบว่าป่วยด้วยอาการโรคประสาทจริง ถือว่าอันตรายมากเพราะจากบทสัมภาษณ์เหมือนเธอไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าทำอะไรลงไป เป็นสิ่งที่น่ากลัวและเป็นอันตรายต่อคนอื่นขนาดไหน เพราะความทรงจำของเธอแค่เพียงจับกรรไกรมาเล่นเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริงเธอถือกรรไกรเพื่อที่จะแทงคอหมอ ส่วนแม่ผู้ป่วยเข้าใจว่ารักลูก

จึงพยายามให้ข้อมูลในการปกป้องลูกเต็มที่ ซึ่งเป็นไปตามที่แม่ของผู้ป่วยบอกว่าลูกป่วยเป็นโรคประสาทแม่ควรพาลูกที่ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อคนที่อยู่ใกล้ เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนป่วยที่มีอาการทางจิตจะมีอาการกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ ทุกวันนี้ผู้ป่วยทางจิตหลายรายที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมร่วมกับเราโดยที่เราไม่เลยว่าเขาป่วย ซึ่งถือว่าอันตรายกับเราด้วยเช่นเดียวกัน 

 

ชิงชิง อ่วมหนัก เจอแฟนคลับเบลล่า – เวียร์ ถล่มยับ

ชิงชิง คริษฐา สังสะโอภาสก่อนที่จะมาเป็นข่าว เวียร์ กับ เบลล่า หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักเธอเท่าไหร่ ชิงชิง เป็นนางเอกของช่อง 7 สี ที่แจ้งเกิดจากละครตอนเย็นมีกระแสดี เรตติ้งดี คือเรื่อง อกธรณี ก่อนจะค่อยค่อยเก็บคะแนนมาจนเป็นขวัญใจแฟนละครวิกหมอชิตอะไรกับเจ้าสาวช่างยนต์ ปีศาจหรรษา และเธอได้เลื่อนขึ้นไปเล่นละครหลังข่าวซึ่งได้เป็นนางรองในเรื่อง นายฮ้อยทมิฬ เป็นละครที่ปังมากช่วงนั้น ในขณะที่แววนักแสดงของเธอกำลังพุ่งนั้นก็ได้เจอข่าวเช้าสกัดดาวรุ่งเพราะดันไปมีข่าวเองเป็นมือที่สามในรักสามเส้าระหว่างคู่รักซุปเปอร์สตาร์ขวัญใจแฟนๆทั่วประเทศ คือ เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกรุ่นพี่ร่วมช่อง และนางเอกซุปเปอร์สตาร์ของช่องสาม เบลล่า ราณี เพราะเธอดันไปมีรูปรวมถ่ายรวมทริปที่ไปเที่ยวด้วยกัน

แม้จะเป็นเรื่องเข้าใจผิดเพราะไม่ได้ไปกันแค่สองต่อสอง

ถึงแม้จะไปกันมีเพื่อนหลายคนแต่เจ้าตัวก็ยังออกมาบอกว่าปลื้มพระเอกรุ่นพี่ในฐานะพระเอกขวัญใจในวัยเด็ก เพราะเคยเป็นติ่ง เวียร์ มาก่อน แต่เมื่อข่าวดังทำให้เป็นเรื่องชิงรักหักสวาทไปแล้วก็ต้องค่อยๆปรับความเข้าใจกับบรรดาแฟนคลับคู่รักซุปเปอร์สตาร์ทั้งคู่

ทั้งเวียร์และเบลล่า ทางชิงชิงได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าทริปนั้นที่มีรูปออกมาว่าไปสถานที่เดียวกับเวียร์ ถ่ายรูป สถานที่เหมือนกัน ตนไม่ได้ไปกันแค่สองต่อสอง เบลล่าก็ไปด้วย

แต่หลังจากนั้น เบลล่า ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ส ไม่เคยเจอชิงชิงเลย ไม่ว่าจะเป็นทริปไหนๆก็ไม่เคยเจอและก็ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวด้วย การสัมภาษณ์ครั้งนี้ของเบลล่าทำให้คนทั่วประเทศรู้สึกว่า ชิงชิง โดนตอกหน้าหงายเงิบกันเลยทีเดียว

และชิงชิงก็โดนกระแสกลับไปถล่มอีกระลอก และโดยก่อนหน้านี้ยังได้มีดาราชายรุ่นพี่รวมช่องคือ นัท อติรุจ สิงหอำพล ได้ออกมาปกป้องช่วยยืนยันว่า ชิงชิง กับ เวียร์ ไม่ได้เป็นอะไรกันเพราะตนเองก็ไปเที่ยวร่วมทริปนี้ด้วยพร้อมบอกว่าตัวเองเป็นคนที่แอบชอบ ชิงชิง มานาน และหนุ่มเวียร์ก็ยังออกมาเคลียร์ว่า ชิงชิง เป็นแค่น้อง และตนเองก็ยังรักและมีเบลล่าเพียงคนเดียว